เชียงราย
เชียงใหม่ กับงานพืชสวนโลก เห็นป้ายบอกว่าจะมีงานพืชสวนโลกมาตั้งแต่ต้นปี
ตั้งใจไว้ว่าจะไปเพราะผมชอบต้นไม้อยู่แล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าประมาณเดือนมีนา
หรือเมษานี่ล่ะ และแล้ววันหยุดงาน เอ้ย วันเดินทางก็มาถึง ทริปนี้มีด้วยกันสี่คน มีผม แม่ เจ๊กบ แล้วก็พี่เล็ก (พี่เขย) นั่งเครื่องบินนกแอร์ไป เป็นครั้งแรกที่ได้ไปขึ้นเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมินะเนี่ย ผมว่าสนามบินออกแบบสวยดีนะ ตกแต่งสวย เป็นปูนขัด มีเหล็กสแตนเลส แล้วก็กระจกเป็นองค์ประกอบหลักดู modern ดี สีเรียบแต่เท่ห์ดี ห้องน้ำน้อยไปหน่อยอย่างที่เค้าว่าจริงๆ วันที่หนึ่ง
(13 พย 2549) พวกเรามาถึงเชียงใหม่ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า แอร์นกแอร์น่ารักทั้งน้านเลย มีนกจิ๊บหน้าตาน่ารักมาขายเสื้อบนเครื่องด้วย ชอบชอบจริงๆ พอมาถึงสนามบินก็ไปติดต่อเรื่องเช่ารถ ซึ่งเราได้จ่ายตังค์ไว้ตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว เราเช่ารถเล็กเพราะถูกกว่าและประหยัดน้ำมัน หลังจากขนของขึ้นรถเสร็จก็ออกไปหาของกิน เพราะวันนี้เราจะขับไปดอยตุงก่อนเลย พวกเรามาแวะเอาร้านขายส้มตำไก่ย่างร้านนึงในเชียงใหม่ เห็นร้านมันดูน่ากินดีชื่อร้านรวมใจไก่ย่าง เราก็เลยรวมใจแวะกินกันก่อน จากนั้นก็ซิ่งต่อไปดอยตุง ทางคดเคี้ยวไปมาแต่ไม่มากเหมือนตอนที่ขับไปปาย แม่ฮ่องสอนคราวก่อน ทางไปดอยตุงขับง่ายสบายกว่าเยอะ ผมเป็นคนขับเองตลอดทั้งทริปเลย เพราะไม่ชอบนั่งรถคนอื่นขับ เพราะจะเมารถอ้วกแตกอ้วกแตนได้ เลยต้องอาสาขับคนเดียว
เราแวะเที่ยววัดร่องขุ่นก่อนขับขึ้นดอยตุง วัดดูสวยแปลกตาดี สีขาวทั้งหมดเลย ทำเป็นลายไทย ผมดูไม่ค่อยออกเท่าไร แต่ดูรวมๆก็สวยดี รูปวาดด้านในโบสถ์ก็สวยดีแต่ยังวาดไม่เสร็จเลย วัดนี้หลายคนคงรู้จักเพราะอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์เป็นผู้เข้ามาทำวัดนี้ซึ่งแต่ก่อนเป็นวัดธรรมดาๆ ให้กลายเป็นวัดที่ดูอลังการงานสร้างมากๆ เสร็จจากวัดร่องขุ่น ก็ขับขึ้นดอยตุงเลย ไปถึงดอยตุงนี้ฟ้ามืดแล้ว คืนนี้เราจะพักกันที่ดอยตุง ชื่อบ้านต้นน้ำ 31 ทำไมต้องเป็น 31 ก็ไม่รู้แฮะ พวกเรา Check In เสร็จก็ออกมากินข้าวเย็นกันที่ดอยตุงนั่นล่ะเป็นร้านของโครงการหลวง อร่อยดีเหมือนกัน กินเสร็จก็เข้านอน
วันที่สอง
(14 พย 2549)
เราลงจากดอยตุงก็มุ่งหน้าไปแม่สายเลย กะจะไปแอบซื้อแผ่นดีวีดีซะหน่อย เราขับไปถึงแม่สายก็ประมาณเที่ยงๆ ก็หาข้าวกินกันริมชายแดนตรงนั้นเลย กินอาหารจานเดียวง่ายๆ แต่จะบอกว่าไม่อร่อยเลย จากนั้นพวกเราก็ตัดสินใจกันอยู่นานว่าจะข้ามไปฝั่งพม่ากันรึป่าว จริงผมอยากข้ามไปแต่ก็กลัวว่าจะไปไม่ได้เพราะบัตรประชาชนหมดอายุ แต่ไหนๆมาถึงแล้วก็เอาว่ะ ลองเสี่ยงดู ปรากฎว่าไม่มีใครดูวันหมดอายุในบัตรประชาชนผมเลย ก็เลยผ่านฉลุย เชื่อมั้ยว่าผ่านเข้าไปในเขตพม่าแล้วผมก็ไม่ได้เงยหน้าจากแผงดีวีดีเถื่อนที่ขายกันเกลื่อนที่ชายแดน เผลอแป็บเดียว ช๊อปไปห้าพันกว่าบาท ซึ้อหนังกลับมาดู ตอนเดินกลับเข้ามาผ่านด่านประเทศไทยยังกลัวว่าเค้าจะจับเอาเลย เพราะแบกดีวีดี กลับมาเยอะมาก ต้องให้แม่ช่วยถืออีกสองถุงใหญ่ สรุปก็ผ่านมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร เป็นอันว่าผมกับพี่เล็กหิ้วดีวีดีมากันหอบใหญ่ ส่วนแม่ไม่ได้อะไรเลย พอข้ามมาถึงฝั่งไทย แม่ก็ซื้อผลไม้สาลี่ซะหลายกิโล เหมือนอึดอัดที่ไม่ได้ใช้เงินในฝั่งพม่า แม่เราเลยซื้อผลไม้ซะ ผมแบกผลไม้จนจักกะแร้บานเลย
ออกจากแม่สายเราก็ไปแวะสามเหลี่ยมทองคำถ่ายรูปนิดหน่อยก่อนขับไปหอฝิ่น ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่เก็บประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นไว้ หอฝิ่นทำดีมาก เหมือนพิพิธภัณฑ์เมืองนอกเลย ขอบอกว่ามันเยื่ยมมากจริงๆ ทำได้ดีทีเดียว เราเดินหอฝิ่นกันจนเย็น แล้วก็ขับรถเข้าไปตัวเมืองเชืยงรายเลย เพราะคืนนี้เราจะไปนอนกันที่ม่อนฟ้าใส ที่พักน่ารักดี สวนสวย เจ้าของบริการเอง หลังจาก Check In เสร็จเราก็ออกมากินร้านอาหาร ตา-ยาย ร้านนี้มีตากับยายเป็นคนทำอาหารจริงๆ อร่อยใช้ได้ แต่แม่เราชมเค้าออกนอกหน้ามากๆ เพราะแม่ชอบยายทำอาหาร คุณยายทำอาหารแบบไม่ชิมเลย เพราะแกเป็นมังสวิรัต ใช้ประสพการณ์ล้วนๆ สองตายาย ร้านไม่มีคนเลยมีเราแค่โต๊ะเดียวเอง กินเสร็จก็ขับรถไปเวียนแถวๆหน้ามหาลัยราชภัฎเชียงรายซึ่งอยู่ตรงทางเข้าบ้านม่อนฟ้าใสนั่นเอง ไม่มีอะไรเลยก็เลยขับกลับที่พักแล้วก็นอนดีกว่า วันที่สาม
(15 พย 2549)
เราขับออกจากม่อนฟ้าใสก็ตรงเข้าเมืองเชียงใหม่เพื่อ Check In เข้าที่พักกันก่อนเลย ระหว่างทางเราก็แวะกินกาแฟดอยช้างกันด้วย อร่อยดีนะกาแฟดอยช้างเนี่ย แล้วก็ขับกลับเข้าเมืองเชียงใหม่เลย เรา Check In ที่ สวนดอยเฮ้าส์ เป็น Hostel ที่น่ารักดี ต้นไม้เยอะดี เค้าจัดสวนจนแน่นสถานที่เลย ชอบอีกแล้ว สไตล์การตกแต่งก็น่ารักดีเหมือนบ้านสวนออกไปทางบาหลีๆ ใครไปเชียงใหม่ไปพักที่นี่ก็ใช้ได้นะ คืนนึงรวม VAT แล้วก็ตกประมาณพันบาท เราแวะ Check In กัน แล้วก็กินข้าวกลางวันกันที่นั่นเลย ในสวนดอยเฮ้าส์มีร้านอาหารเวียตนามน่ารักๆ อยู่กลางสวนเลย แต่ผมว่าอาหารเค้าไม่ค่อยอร่อยเท่าไร แต่บรรยากาศใช้ได้
จากนั้นก็ตรงไปสวนพฤกษศาสตร์สิริกิตเลย ที่นี่ต้นไม้เยอะและสวยมากๆ มีให้ดูเกือบทุกชนิดเลย ตั้งแต่ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ยักษ์ ไปจนต้นไม้ล้มลุกกระจิ๋วเดียว ผมก็เพิ่งเคยเห็นต้นเต่าร้างขนาดยักษ์มากๆ ครั้งแรกที่นี่เอง ไม่นึกว่าต้นเต่าร้างมันจะใหญ่ได้ขนาดนี้ ใหญ่จริงๆครับเท่ากับตึกสี่ห้าชั้นเลยนะ ที่บ้านผมก็ปลูกต้นเต่าร้างเหมือนกัน แต่ต้นสูงเลยเอวมานิดเดียวปลูกไว้ตั้งห้าปีแล้ว คิดดูแล้วกันว่าต้นใหญ่ขนาดนั้นมั้นจะปี ออกจากสวนพฤกษศาสตร์สิริกิต ก็ขับกลับมาเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ มาเดินถนนนิมานเหมินทร์ ที่รวมงานศิลป์ ร้านแถวนี้ตกแต่งน่ารักมาก ออกจากถนนนิมมานห์ก็ขับไปยังไนท์ซาฟารีเลย ผมว่าเค้าทำได้ดีมากๆ ดีกว่าของเมืองนอกที่ผมเคยไปมาซะอีก มีสัตย์เยอะดี แล้วก็การนำเสนอเค้าก็ดี เราเที่ยวไนท์ซาฟารีกันจนหมดแรงเลย กว่าจะกลับมาถึงที่พักนี่ ก็ประมาณสี่ทุ่ม หมดแรงเลยนะเนี่ย
วันที่สี่
(16 พย 2549)
จากบ้านถวาย เราก็เสี่ยงขับรถเข้าไปในบริเวณงานพืชสวนโลกเลย ที่บอกว่าเสี่ยงขับเข้าไปเพราะได้ยินมาว่าเค้าไม่ให้เอารถเข้าไป ให้จอดไว้ในที่จอดรอบนอกๆ แล้วนั่งรถเมล์เข้าไป ผมขับไปจนถึงหน้าประตูแล้วยามก็บอกว่ามีที่จอดรถใกล้ๆทางเข้า ก็สรุปไปจอดที่ที่ยามบอกนั่นล่ะ เป็นที่จอดของเอกชนคิดค่าจอด 50 บาท แต่มันใกล้ประตูทางเข้าดี จอดเสร็จก็เดินอีกนิดเดียวก็เข้างานได้เลยไม่ต้องนั่งรถเมล์ต่อ
งานพืชสวนโลกนี่ใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ เดินไม่หมดหรอกครับถ้าไปวันเดียว ยิ่งไปกะแม่ด้วยนี่ แม่เดินไม่ไหวอยู่แล้ว เราก็เลยเลือกเดินเอาบางจุดที่น่าสนใจแล้วก็ใช้นั่งรถพ่วงที่ให้นั่งในบริเวณงาน เดินขาลากจริงๆ งานนี้ไม่ต้องกลัวแม่เมื่อย เพราะเมื่อยเมื่อไรก็เอาเก้าอี้ที่แบกไป ออกมากางให้แม่นั่งได้สบายเลย คนอิจฉาแม่กันใหญ่เพราะมีเก้าอี้นั่งส่วนตัว อิอิ
สวนที่นี่ไม่ค่อยงามเท่าสวนพฤกษศาสตร์สิริกิต หมายถึงไม้ไม่งามเท่านะ บางต้นดูเหี่ยวๆ หงอยๆ แต่ว่าต้นไม้ในงานนี่หลากหลายมาก มีต้นไม้แปลกๆให้ดูเยอะ ถือว่าโดยรวมจัดงานได้ดีมากๆ ถึงแม้ไม้จะไม่ค่อยงามมาก น่าจะเป็นเพราะอากาศมันช่างร้อนซะเหลือเกิน แต่ก็มีหลายส่วนที่ต้นไม้งามจริงๆ หอคำหลวงก็เป็นอีกจุดที่เป็นไฮไลท์ของงานนี้ หอคำหลวงนี่สุดยอดจริงๆ สวยมากๆ สถาปัตยกรรมสุดยอด ช่วงค่ำนี่มีแสดงน้ำพุ เต้นระบำ แบ่งออกเป็นสามชุด ชุดที่ 1 กับ 2 นี่ เป็นระบำน้ำพุจริง แต่ชุดที่สาม เค้าเอาพระราชประวัติของในหลวงเรามาฉายแต่ไม่ยอมให้น้ำพุเต้นระบำ คนเลยลุกกันหมด เพราะว่าเหมือนเปิดวีดีโอให้ดู สรุปช่วงน้ำพุนั้นทำได้ไม่ดีเลย ในความคิดผมนะ ไม่น่าเอาพระราชประวัติของในหลวงมาฉายบนน้ำพุ เพราะเราดูกันมาทั้งวันแล้ว มันก็เลยเหมือนเยอะไป จริงๆนะ คนลุกไปกว่าครึ่งเลย ช่วงก่อนกลับก็เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกก็หมดกันไปหลายตังส์ ซื้อแก้ว mug กับเสื้อมาเป็นของที่ระทึกเก็บไว้ วันนี้ก็เป็นวันที่เหนื่อยอีกวัน หลับสนิทเลย วันที่ห้า
(17 พย 2549) ก่อนที่เราจะไปสนามบินเราแวะเดินเซ็นทรัลแอร์พอร์ต กันเป็นการช้อปปิ้งส่งท้าย เสร็จจากนั้นก็ขับเอารถไปคืน AVIS ที่สนามบินนั่นล่ะ เอาของมากองรวมกันหน้าสนามบิน ดูแล้วหน้าใจหาย เพราะมันจะเอาขึ้นเครื่องได้ยังงัยกัน ข้าวของเต็มไปหมดใส่ถุงกระดาษบ้าง ถุงพลาสติกบ้าง พวกเราตัดสินใจไปซื้อลังกระดาษในที่ทำการไปรษณีย์ในสนามบินนั่นล่ะ ให้เค้าแพ็คของทั้งหมดใส่ลัง แล้วเอาไป Check in ขึ้นเครื่องน้ำหนักพอดิบพอดีสำหรับสี่คนเดินทางไม่ต้องเสียค่าน้ำหนักเกิน เรามาถึงกรุงเทพกันประมาณหกโมงเย็น เป็นอันจบทริปเชียงใหม่เชียงรายแต่เพียงเท่านี้เจ้าาาาาวววว
|